หลายครั้งที่เราดูหุ้นรายตัวแล้วพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนมาก แต่ตลาดทั้งประเทศกลับผันผวนแรง สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประเมินภาพรวมก่อนตัดสินใจลงทุน คือ Country Risk หรือ “ความเสี่ยงประเทศ” หมายถึง ความเสี่ยงจากการลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่อาจทำให้ขาดทุน หรือผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะปัจจัยเฉพาะของประเทศนั้น ๆ
วันนี้มาความรู้จักกันว่ามีความเสี่ยงประเทศส่วนใดบ้างที่มักเป็นส่วนสำคัญ มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนครับ
📌 3 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องรู้
1) ความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk)
เป็นความเสี่ยงที่เกิดจาก “เสถียรภาพและทิศทางการบริหารประเทศ” เช่น การเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน นโยบาย ความขัดแย้ง/สงคราม ไปจนถึงความโปร่งใสและเหตุการณ์ไม่สงบต่าง ๆ เพราะปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนประเมินว่า “กติกา” ของประเทศคาดเดาได้ยากขึ้นหรือไม่ และธุรกิจจะเดินหน้าได้ราบรื่นแค่ไหน
2) ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Risk)
สะท้อนความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเติบโตของ GDP อัตราเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และนโยบายการคลัง หากเศรษฐกิจอ่อนแรงหรือมีความไม่สมดุลสูง ตลาดจะมองความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อกำลังซื้อ ความสามารถทำกำไรของภาคธุรกิจ และความน่าดึงดูดของการลงทุนในประเทศนั้น
3) ความเสี่ยงของระบบการเงิน/การโอนเงิน (Financial System/Transfer Risk)
เป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับ “สภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศ” รวมถึงความเสี่ยงจากนโยบายควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการที่ทำให้การโอนเงินออกนอกประเทศทำได้ยากขึ้น ถ้าความเสี่ยงด้านนี้สูง นักลงทุนจะกังวลเรื่องค่าเงิน ความต่อเนื่องของเงินทุน และต้นทุนทางการเงินของทั้งระบบ
💡 ทำไมต้องประเมิน Country Risk
เพราะนักลงทุนใช้มันเพื่อเทียบ “ความเสี่ยง vs ความคุ้มค่า” ก่อนลงทุนหรือขยายธุรกิจ และเมื่อ Country Risk เปลี่ยน มักกระทบตลาดหุ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก
- เงินทุนไหลเข้า–ออก (Fund Flow)
- ความเชื่อมั่นของตลาด (Sentiment)
- ต้นทุนเงินทุนและ Valuation ของตลาด (Cost of Capital)
ในทางปฏิบัติ นักลงทุนมักอ้างอิงเครดิตเรตติ้งประเทศ และ Outlook จาก S&P, Moody’s และ Fitch ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เพื่อใช้ประเมินภาพรวมความเสี่ยงประเทศและแนวโน้มในระยะถัดไป
ข้อมูลอ้างอิงจาก: https://www.investopedia.com/terms/c/countryrisk.asp
