บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 3/64 มียอดขาย 35,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่า หากไม่รวมอัตราแลกเปลี่ยนยอดขายในรูปเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลง 3% YoY เนื่องจากปริมาณขายอาหารทะเลแปรรูปลดลงจากฐานสูงในปีก่อนที่มีการตุนสินค้า ขณะที่ปริมาณขาย อาหารสัตว์เลี้ยงลดลงจากการปิดโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงชั่วคราวจากการระบาดของโควิด อย่างไรก็ดี ปริมาณขายสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งเพิ่มขึ้นจากการที่ธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐฯ ฟื้นตัวหลังจากการเปิดเมือง 

ส่วนกำไรขั้นต้นเติบโตอยู่ที่ระดับ 1% อยู่ที่ 6,391 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,937 ล้านบาท ลดลง 17% QoQ และ 6%YoY หากไม่รวมกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายได้ประกันภัยเพลิงไหม้โรงงาน กําไรปกติเท่ากับ 1,544 ล้านบาท ลดลง 31% QoQ และ 29% YoY 

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 64 นั้น มียอดขายอยู่ที่ 102,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 6,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% 

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU กล่าวว่า บริษัทยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 64 โดยธุรกิจหลักของเราสามารถทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอ ผู้บริโภคได้ให้ความเชื่อมั่นในสินค้าของเราที่เน้นสุขภาพและโภชนาการในช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และแม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง แบรนด์และสินค้าของเราก็ยังได้ความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง TU ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรที่สูงขึ้น และสอดคล้องไปกับเป้าหมายของบริษัทในการที่จะดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คนไปพร้อมกับการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้อุดมสมบูรณ์ต่อไป

ทางบล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า กําไร 4Q64 มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวทั้ง QoQ, YoY เนื่องจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงฟื้นตัวหลังจากโรงงานได้กลับมาผลิตตามปกติแล้ว ซึ่งจะทําให้ยอดขายและอัตรากําไรของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มกลับขึ้นมา ส่วน Red Lobster คาดว่าจะขาดทุนลดลง YoY จากการที่ร้านกลับมาเปิดทั้งหมดแล้วและจํานวนลูกค้าเพิ่มขึ้น การขายหุ้น TFM (IPO) ทําให้ได้รับกระแสเงินสด 1.48 พันล้านบาท และมีกําไรจากการขายหุ้น 200 ล้านบาท โดยทางบล. เมย์เเบงก์ กิมเอ็งกล่าวว่ามีความเสี่ยงจาก ราคาปลาทูน่าผันผวน เงินบาทแข็งค่าอย่างมีนัยยะ และ ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ส่วนทางบล. ไทยพาณิชย์ มองว่า หากตัดกําไรพิเศษออกไป พบว่ากําไรปกติอยู่ที่ 1.5 พันลบ. ลดลง 29% YoY และ 33% QoQ ต่ำกว่าคาด โดยมีสาเหตุมาจากอัตรากําไรขั้นต้นที่อ่อนแอ ด้วยเหตุน้ี ทางบล.จึงปรับประมาณการกําไรปกติของ TU ลดลง 7% ในปี 2564 และ 5% ในปี 2565 โดยคาดว่ากําไร 4Q64 จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY และ QoQ เพราะอัตรากําไรขั้นต้นที่ดีขึ้น เนื่องจากโรงงานกลับมาเปิดดําเนินการหลังจากถูกปิดชั่วคราว สืบเนื่องมาจากการระบาดของโควิด 19 จะช่วยชดเชยส่วนแบ่งกําไรจาก Red Lobster ที่อ่อนแอลงตามฤดูกาล

โดย TU ได้ติดสัญญาณ Radars “Revenue/Mkt Cap Above Avg” หรือ หุ้นที่มีรายได้ (Revenue) หารมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) มากกว่าค่าเฉลี่ยของ Sector เพื่อเปรียบเทียบรายได้กับขนาดของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และ “All Sector” หรือหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/E ของ Sector ของหุ้นนั้นๆ

[เพิ่มเติม] ⭐เปิดบัญชีเทรดผ่าน StockRadars กับหลักทรัพย์ กรุงศรี วันนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีขั้นต่ำ ง่าย อนุมัติเร็ว และ ยังได้ใช้ StockRadars “ฟรีทุกฟีเจอร์ !!” สมัครเลยที่ 👉🏻 https://bit.ly/33AyotD

#StockRadars #ทำเรื่องหุ้นเป็นเรื่องง่าย #StockRadarsNews

หรือติดตามเรา ในช่องทางอื่นๆ

Website: https://www.stockradars.news

Application: https://www.stockradars.co/getradars

LINE: @StockRadars https://line.me/R/ti/p/%40stockradars

Telegram: https://t.me/StockRadars

Blockdit: https://www.blockdit.com/stockradars

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here