คลังแจงถึงข้อเสนอการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 9% ย้ำการปรับขึ้นยังละเอียดอ่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ย้ำหากปรับยิ่งซ้ำเติมประชาชน ทำจีดีพีลด สินค้าแพง

จากที่ก่อนหน้านี้นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงความต้องการให้รัฐบาลพิจารณาการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิมร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 9 มุ่งหวังที่จะทำให้มีรายได้ภาครัฐเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

โดยในวันนี้ (8 ก.ย. 2563) คลังได้ชี้แจงถึงการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างถึงข้อมูลในหลายส่วน ดังต่อไปนี้

ฐานะทางการคลังของรัฐบาลในปัจจุบัน ยังมีความมั่นคงและมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เงินคงคลังในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบและเยียวยาแก่ประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงวิกฤต COVID-19 โดยระดับเงินคงคลังในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการรองรับการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ และการดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

อีกทั้ง ภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

โดยสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีฐานการบริโภคที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมส่งผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลของการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ระดับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการลดอำนาจการซื้อของประชาชน ซึ่งอาจเป็นการซ้ำเติมประชาชนในภาวะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

ซึ่งการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 9 จะทำให้ GDP ลดลงอย่างน้อยร้อยละ -0.6 ต่อปีจากกรณีฐาน อีกทั้ง ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 ต่อปีจากกรณีฐาน การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัวยิ่งหดตัวมากขึ้น ดังนั้น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนจึงต้องพิจารณารอบด้านและดูช่วงเวลาที่เหมาะสม

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ร้อยละ 7 ต่อไปอีก 1 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและกระตุ้นให้มีการบริโภคของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here