บ่อยครั้ง ที่การออมเงินในหุ้นที่มีพื้นฐานดี ถือเป็นตัวเลือกในการช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน ซึ่งนักลงทุนหลายท่านเลือกเฉลี่ยซื้อหุ้นพื้นฐานดีอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงอารมณ์การซื้อในขณะที่ราคาสูงจนเกินไป คล้ายๆ กับการเก็บออมเงิน ที่ไม่ต้องเร่งรีบในการเก็บจนเกินไป

ซึ่งหุ้นปันผลสูง พื้นฐานดี ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบของการลงทุนที่หลายคนมักเลือกใช้เพื่อถือหุ้นในระยาว เพราะมีผลตอบแทนสม่ำเสมอ แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวน

เพราะส่วนใหญ่แล้ว หุ้นกลุ่มนี้ มักจะเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง จนสามารถทำกำไรแล้วแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นได้

โดยหลัก สิ่งที่เราใช้พิจารณาว่าหุ้นตัวไหนจ่ายเงินปันผลในอัตรามากหรือน้อย ก็คือ “Dividend Yield” หรือ อัตราการจ่ายเงินปันผล ที่เป็นการหาเปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินปันผลของหุ้นตัวนั้นๆ

ด้วยสูตร เงินปันผลต่อหุ้น (ต่อปี) x 100 / ราคาหุ้น เพื่อจะได้เปรียบเทียบว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นตัวไหนสูงกว่ากัน

ยกตัวอย่างเช่น

– หุ้น A จ่ายเงินปันผลที่ 5 บาท/หุ้น ราคาปัจจุบัน 40 บาท

– หุ้น B จ่ายเงินปันผลที่ 10 บาท/หุ้น ราคาปัจจุบัน 200 บาท

ถามว่าแบบนี้ควรจะเลือกลงทุนหุ้นตัวไหนดี ถึงจะได้เงินปันผลคุ้มค่ากว่า คำตอบคือ “หุ้น A” แน่นอน เพราะแม้ดูเผินๆ เหมือนหุ้น A จะจ่ายเงินปันผลน้อยกว่า แต่เมื่อเราลองนำมาคิด Dividend Yield แล้ว กลับพบว่า หุ้น A มี Dividend Yield เท่ากับ 12.50% สูงกว่าหุ้น B ที่มี Dividend Yield เพียง 5% เท่านั้น นั่นก็เพราะมีเรื่องของราคาหุ้นมาเกี่ยวข้องนั่นเอง

อย่างไรก็ดี การเลือกหุ้นปันผล ควรใช้ปัจจัยอื่น ๆ พิจารณาควบคู่ไปด้วย เช่น ความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผล ลักษณะของธุรกิจ มูลค่าของหุ้นว่าแพงเกินไปหรือเปล่า และผลประกอบการที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งการเลือกออมหุ้นก็ถือเป็นการลงทุน ที่ง่ายอีกวิธีหนึ่ง

ภาพจากข้อมูลในแอพพลิเคชั่น StockRadars

+ ตรวจสอบเรดาร์หาหุ้นปันผล ได้ที่แอพพลิเคชั่น StockRadars หมวด Fundamental

[เพิ่มเติม] ⭐️ เปิดบัญชีเทรดผ่าน StockRadars กับหลักทรัพย์ กรุงศรี วันนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีขั้นต่ำ ง่าย อนุมัติเร็ว และ ยังได้ใช้ StockRadars “ฟรีทุกฟีเจอร์ !!”

สมัครเลยที่ 👉🏻 https://bit.ly/33AyotD

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here