แม้จะเป็นที่รับทราบแน่นอนแล้วว่าตลาดหุ้นไตรมาส 2 ออกมาไม่ดี แต่ลองมาดูในรายละเอียดที่สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เพิ่งสำรวจมาจากสำนักวิจัยในตลาดทุนทั้งหมด 20 แห่ง มองทิศทางเศรษฐกิจ มาตรการที่ภาครัฐควรทำ และตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2 อย่างไรกันบ้าง

  • หุ้นไทยไตรมาส 2 /2563 ยังเป็นทิศทางลบต่อเนื่อง มองค่าเฉลี่ยที่ 1,118 จุด ส่วนใหญ่ของผู้ตอบให้กรอบดัชนีสัดส่วนมากสุด 54.55 % ที่กรอบ 1,101-1,200 จุด โดยมองจุดต่ำสุดของเดือน เม.ย. ที่ 954 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า SET ปีนี้ที่แตะจุดต่ำสุดเมื่อตอนไตรมาส 1 ไว้ที่ 969.08 จุด และสูงสุดของเดือน เม.ย. ที่ 1,323 จุด 
  • มองกรอบ SET สิ้นปีที่ 1,276 จุด 
  • มองจีดีพี 2563 เฉลี่ยติดลบ -0.60 % โดยให้น้ำหนักมากสุด 31.25% ให้จีดีพี 0-1% แต่ขณะเดียวกันหากมองกรอบดัชนีที่ให้ -0.01 ถึง -1% กับ -1.01 ถึง -2 % รวมกันมากถึง 50 % ทีเดียว  ขณะที่มองจีดีพีปี 2564 ที่ 2.94% 
  • ปัจจัยลยที่ส่งผลต่อการลงทุนไทยปี 2563 ไล่ลำดับมาคือ สถานการณ์โควิด19 เศรษฐกิจภายในประเทศ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน 
  • ปัจจัยบวกหลักมีเพียง 2 ปัจจัย คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยสัดส่วนถึง 70 % ที่มองว่าปีนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25 %  และอีก 25 % ที่ลดลง 0.5 %
  • สิ่งที่นักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นบวกต่อสถานการณ์ โดยมีข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เสนอให้ภาครัฐใช้นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อ จำนวน 70% ของผู้ตอบ ได้แก่ ชดเชยรายได้ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดค่าน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ 
  • ส่วนด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ มีผู้ตอบ 35% ข้อเสนอได้แก่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง หรือการชดเชยอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ นอกเหนือจากข้อเสนอด้านนโยบายการคลังแล้ว มีผู้ตอบ 15% ที่เสนอให้ภาครัฐเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ และมีประมาณ 10% ของผู้ตอบแนะนำให้นำ LTF กลับมาเต็มรูปแบบ
  • ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปี 2563 ที่ 39.26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
  • การคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (EPS) เฉลี่ยอยู่ที่ 79.70 บาท โดยสัดส่วนที่ตอบเท่ากันที่ 44.44 % ทั้งในช่วง EPS 70-79.9 บาทต่อหุ้น และช่วง 80-89.9 บาทต่อหุ้น 
  • การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ปี 2563  มองหดตัว -9.93 % สิ่งที่น่าสังกตคือ ไม่มีนักวิเคราะห์มองกำไร บจ.ปีนี้เป็นบวกเลย โดยมากสุดมองกำไรบจ. -20 ถึง -24.99 % ถึง 12.50 %
  • เน้นการจัดพอร์ต ถือเงินสด/เงินฝากระยะสั้นมากสุดถึง 39 % รองลงมาคือหุ้นไทย 21 % 

5 หุ้นที่แนะนำ 

  • ADVANC เพราะราคาปรับตัวลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้า นโยบายการให้ทำงานที่บ้าน หรือ Work from home จะส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสารโดยคาดอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น (DATA) โดยประเมินรายได้จากการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น 15-20% ช่วงไตรมาส 1/2563 และ 2/2563
  • INTUCH ปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจาก COVID-19 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลดี 
  • CPALL มาตรการของทางภาครัฐในการให้เงินสนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 และ อาจสามารถต่ออายุโครงการได้หากเห็นสมควร 7-11 ที่มีจำหน่ายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ อีกทั้งยังเตรียมปรับรูปแบบการขายโดยเน้นส่งถึงที่ Delivery ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้ 
  • CPF โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1 ไม่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และการประกาศลงทุนในธุรกิจ Tesco Lotus ประเทศไทยและมาเลเซีย (เป็น Hyper Market อันดับ 1 ของทั้ง 2 ประเทศ)
  • RATCH เพราะหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มีการปรับตัวลดลงมาในช่วงก่อนหน้า และกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายไวรัส COVID-19 น้อยกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ประกอบกับ อัตราเงินปันผลอยู่ประมาณ 4.19%

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here