ตอนนี้หลายคนอาจรู้สึกว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 มีความเข้มข้นขึ้น ดูจากตัวเลขที่ติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่อง มีการคุมเข้ม และจำกัดการใช้พื้นที่ เพื่อปิดสถานที่เสี่ยงของการพบปะของชุมชน หรือกิจกรรมต่างๆ มากขึ้นก็ตาม

แต่อยากให้ทุกคนลองมองว่า ทุกครั้งเหตุการณ์ที่มองว่าเป็นวิกฤต “ในร้ายย่อมมีดีและในดีย่อมมีร้ายเสมอ” ลองเปลี่ยนมุมมองต่อโควิด-19 ว่าเขาคือ เพื่อนอีกหนึ่งคนที่ยังต้องอยู่บนโลกใบนี้ในระยะเวลาหนึ่ง แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้อยากสนิทด้วย แต่เราจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันไปสักพัก ก่อนที่เขาจะย้ายจากโลกนี้ไป ก็อยากให้ลองปรับจูน รับรู้ และเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน ในอีกแบบดีกว่า ซึ่งความจริงเราจะยิ่งพบว่า ยังมีเรื่องดีๆ ที่ซ่อนอยู่เหมือนกันนะ

1. ประมวลแนวทางการทำงานสู่อนาคตที่ดีกว่า

โควิด-19 คือเหตุที่อุบัติขึ้นใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร ทำให้เราได้เริ่มทบทวนแนวทางการทำงานปัจจุบันว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอบโจทย์กับตัวเรา หรือตอบโจทย์ให้กับหน่วยงานที่ทำมากน้อยขนาดไหน และจะทำให้เราเริ่มเห็นคุณค่าของผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเองมากขึ้น หรืออาจเห็นอุปสรรค/ข้อติดขัด ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานที่เกิดขึ้นจากทั้งตัวเองและระหว่างคนในองค์กร ซึ่งท้ายสุดก็นำไปสู่การพัฒนาตัวเองและองค์กร

2. ปรับชีวิตใหม่ให้ตัวเอง

เชื่อว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เราเริ่มสำรวจการใช้ชีวิตมากขึ้นว่า มีอะไรที่ตกหล่นหรือใช้ชีวิตบนความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน เช่น การหันมาดูแลสุขภาพตัวเองจากที่ไม่เคยเฉียดกับการออกกำลังกายเลย ก็เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง การใช้ชีวิตให้ถูกสุขอนามัยที่ดีขึ้น เพราะบางคนอาจจะชอบซักแห้ง หรือใช้ข้าวของซ้ำๆ โดยนานๆ ซักที การระวังตัวเมื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชน ที่เมื่อก่อนที่แทบจะไม่ได้ระวังลมหายใจ หรือมองการใส่หน้ากากเป็นเรื่องแปลก 

3. รู้จักการวางแผนทางการเงิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเรา ยิ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงบนโลกใบนี้ล้วนจะมีมากขึ้น ด้วยสถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีโอกาสชะลอตัวทั่วโลก ความมั่นคงในการหารายได้ย่อมสั่นคลอน จึงเป็นเรื่องที่ดีที่แต่ละคน แต่ละครอบครัว ควรหารือกันว่า จะช่วยกันเก็บ ประหยัด หรือแบ่งเงินฉุกเฉินไว้เมื่อเกิดเหตุจำเป็นอย่างไร รวมทั้งอาจจะไปสู่การทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ เพื่อบริหารความเสี่ยงให้กับคนที่คุณรักหากเกิดเหตุร้ายขึ้น รวมทั้งปรับมุมมองการใช้ชีวิตที่เตรียมตัวอย่างไรเพื่อสู่การเกษียณที่เป็นสุขได้ 

4. มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ไม่ทิ้งเวลาเปล่าบนท้องถนน 

หลายคนอาจต้องทำงานที่บ้าน ข้อดีคือไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบเพื่อออกไปให้ทันเวลารถขนส่งมวลชนต่างๆ ที่เดิมแค่ช้าเพียง 5 นาที ก็มีผลที่ทำให้เข้างานสายได้ และไม่ต้องเสียเวลาปล่อยควันพิษจากท่อไอเสียของรถอีก รวมทั้งก่อนที่จะเริ่มประชุมกับบริษัท ก็มีเวลาพร้อมโต๊ะอาหารกับสมาชิกครอบครัวแม้จะต้องจานใครจานมัน หรือการได้รดน้ำต้นไม้ เดินสำรวจบ้าน ออกกำลังกาย หรือทำความสะอาดบ้านก่อนเริ่มทำงานได้อีก 

5. รักครอบครัวและคนที่เรารักมากขึ้น

ลองนึกจากตัวเราก็ได้ว่า พอเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เราจะระวังตัวเองเพื่อไม่ให้คนที่เรารักมีโอกาสเสี่ยงจากโรคนี้มากขึ้น อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัวดีขึ้น เพราะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่บ้านมากขึ้น จากที่ปกติวันธรรมดา พ่อแม่ลูกแทบจะไม่ได้คุยกันเพราะต่างออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง และคุยผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรือวันเสาร์อาทิตย์ลูกอาจต้องไปเรียนพิเศษ แต่เวลานี้ทำให้เกิดการถามไถ่เรื่องอื่นๆ ที่มากกว่าเรื่องหน้าที่ของตัวเอง พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนี้ และไม่แน่นะว่า บางทีอาจจะได้ใช้เวลาทำความเข้าใจระหว่างสมากชิกที่ก่อนหน้านี้พูดจากันตามภาษาฮอร์โมนและช่องว่างระหว่างวัยกันมากไป

6. มีเวลาพัฒนาศักยภาพตัวเองเพิ่ม

เพราะมีเวลามากขึ้นจากการทำงานที่บ้านเลิกงานแต่ไม่ต้องเดินทางและไม่ได้ไปข้างนอก อาจใช้เวลานี้ท่องโลกออนไลน์เพื่อพัฒนาสิ่งที่อยากรู้อยากเรียน และลงมือทำอย่างจริงจัง กับคอร์สสอนออนไลน์ต่างๆ หรือไม่ก็เริ่มการทำงานอดิเรกที่ชอบ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเวลา เช่น การทดลองปลูกผักสวนครัวรั้วตัวเองเพื่อตุนวัตถุดิบอาหารทางอ้อมได้ พร้อมฝึกทำอาหารหรือขนม ด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคต

7. อย่างน้อยสาธารณสุขของไทยยังเข้าถึงง่าย

ต้องยอมรับว่าอย่างน้อยคนไทยยังเขาถึงร้านยาหรือการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ปกป้องตัวเองกว่าหลายประเทศ เพราะสามารถซื้อยาสามัญประจำบ้านกินเอง หรือการซื้ออุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย แถมมีร้านขายยาตามทุกตรอกซอกซอยแบบจะแวะเมื่อไรก็ได้ ขณะที่บางประเทศมีข้อจำกัด ที่หลายครั้งจะต้องมีใบรับรองแพทย์มาทางร้านถึงจะสามารถจ่ายยาให้ได้

8. ทรัพยากรธรรมชาติได้พักฟื้น-ลดโลกร้อน

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนเราอาจจะเจอนักท่องเที่ยวเยอะ แต่เวลานี้สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติเหมือนได้พักฟื้นสักระยะ ลดการเผชิญขยะจากการท่องเที่ยวลงบนพื้นดิน ท้องทะเลหรือแม่น้ำ ที่สำคัญคือเหตุการณ์นี้ช่วงลดก๊าซเรือนกระจกและโลกร้อนได้ เพราะมีการรายงานผลให้เห็นแล้วว่า ช่วงที่อู่ฮั่นปิดเมืองทำให้ต้องปิดโรงงาน แม้จะกระทบสายการผลิต แต่พอดูชั้นบรรยากาศก๊าซเรือนกระจกในช่วงเวลานั้นลดลงอย่างมาก เชื่อว่าจากนี้ไปอย่างน้อยก็ทำให้คนได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่า ที่ผ่านมามลพิษทางอากาศได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอาจนำไปสู่หนทางแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นในอนาคตได้ 

แม้วันนี้เราอาจจะพบว่าบรรยากาศของวิกฤตนี้มันอึมครึม ทำให้เราเศร้าหมอง แต่อดีตที่ผ่านมาก็ทำให้เห็นแล้วว่า แล้ววันหนึ่งเราก็จะผ่านพ้นไป ด้วยตัวเราที่ลองหันมามองมุมบวกด้วย หรือพวกเราที่ต่างต้องให้ความร่วมมือกัน เมื่อวันที่ลองมองย้อนอดีต ก็อาจทำให้เรากลับมาขอบคุณ และคิดถึงเพื่อนที่จำเป็นต้องรักที่ชื่อว่า “ไวรัสโควิด-19” ก็เป็นได้

…แล้วคุณมีมุมบวกต่อเหตุการณ์โควิด-19 นี้อย่างไร ลองมาแลกเปลี่ยนกันนะ…

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here