ตอนนี้ต้องสำรวจจิตใจกันให้ดี ดูเหมือนเหตุการณ์และตลาดหุ้นทั่วโลกมีให้ลุ้นระทึกตลอดตั้งปีก่อน อีกทั้งปกติเดือน ธ.ค. จะเป็นช่วงที่นักลงทุนเตรียมเคลียร์พอร์ตเพื่อหยุดเทศกาลปีใหม่กันแล้ว แต่ปีที่ผ่านมาหามีไม่แม้กระทั่งวันสุดท้ายของปีค่าเงินบาทก็แข็งค่าหลุดต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

พอเปิดศักราชใหม่มา เราต่างถูกบีบบังคับตามเกมมหาอำนาจของโลก ซึ่งทำให้ประเด็นอย่าง สงครามการค้า (Trade War) ดูซอฟท์ไปเลยชั่วขณะ เมื่อมสหรัฐมีการยิงโดรนจนทำให้ผู้นำคนสำคัญของอิหร่านเสียชีวิตลง พร้อมประกาศการแก้แค้นอย่างฉับพลันด้วยการยิงมิสไซล์ถล่มฐานทัพสหรัฐที่อิรัก และตลาดหุ้นทั่วโลกก็ดิ่งรับข่าวจากผลเชิงจิตวิทยา (Sentiment) ไปทุกหนแห่ง เพราะทุกฝ่ายกลัวว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะแถลงข่าวด้วยท่าทีตอบโต้ทีรุนแรง แต่สุดท้ายทุกอย่างออกมาอย่างประนีประนอม 

คำถามคือ ผู้ลงทุนรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร? ตกลงเราจะเอาอย่างไรกับการลงทุนปี 2563 นี้ดี ?

SCBS มองปีนี้เป็นปีของคนที่กล้า

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ หรือ SCBS เปิดเผยว่า ปี 2562 เป็นปีของคนกลัว เนื่องจากกลัวต่อความไม่แน่นอนหรือความผันผวนในเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ซื้อหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ตราสารหนี้ กองทุนอสังหาฯ /REIT เป็นหลัก และก็ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไป แต่ปีนี้จะเป็นปีของคนที่กล้าเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนสูงอย่างที่เห็นกันอยู่ ว่าปัจจัยความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงตามรายวัน

SCBS ให้น้ำหนักความสำคัญกับ 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก บนแนวคิดจาก “ปัจจัยพื้นฐานและมูลค่าของหุ้นเป็นหลัก” 

  • Trade War : เพราะเป็นเรื่องที่ยังกระทบกับปัจจัยพื้นฐานหลักของรายได้ประเทศ เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
  • ภัยแล้ง : ที่เป็นหนึ่งประเด็นที่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน เพราะจะส่งผลต่ออำนาจหรือกำลังซื้อของคนในประเทศ และมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยตรง 
  • ยืดเยื้อสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน : ปัจจัยนี้อาจจะเป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลทางจิตวิทยาในการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย (SET) เพราะทำให้ SET มีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนสูง 

ทั้งนี้ เชื่อว่าหุ้นไทยจะดีช่วงปลายไตรมาส2 /ต้นไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักจากมาตรการของภาครัฐ หรือการผ่อนคลายของนโยบายบางอย่าง เช่น นโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และการผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ที่จะทำให้เกิดการลงทุนและการเคลื่อนไหวในเศรษฐกิจประเทศ ประกอบกับเชื่อว่าปีนี้ตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนกลุ่ม TIPs จะกลับมาโดดเด่น จากปีก่อนที่ตลาดหุ้นกลุ่มนี้ติดลบหรือปรับขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว 

“กลยุทธ์ปีนี้เป็นเรื่องของหุ้นที่เป็นวัฎจักรเพราะจะ Outperform ได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุด อย่างหุ้น พลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร ซึ่งทั้งหมดมาจากปัจจัยพื้นฐานที่มีการฟื้นตัวเป็นหลัก แต่เหมาะสมกับการซื้อขายในระยะสั้น (เทรดดิ้ง) เท่านั้น แต่ในระยะยาวก็ยังต้องมีการถือหุ้น Denfensive ไว้ในพอร์ตด้วย พร้อมกับถือเงินสดเพื่อเตรียมเข้าซื้อหุ้น พร้อมกับสะสมทองเพื่อไว้บริหารความเสี่ยงของพอร์ต แต่ไม่ได้ให้ซื้อทองไว้เพื่อการลงทุนเป็นหลัก”

ASP หุ้นเคลื่อนไหวกรอบแคบ กลยุทธ์รายตัวคือคำตอบ

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส (ASP) มองว่า ตอนนี้ปัจจัยที่มีต่อดดัชนีหุ้นไทยล้วนมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

  • ต่างประเทศ ความยืดเยื้อตะวันออกกลาง สหรัฐ-อิหร่าน และ Trade War ที่ไม่มีใครหรือผลที่แน่นอนหรือระยะเวลาที่แน่นอน 
  • ในประเทศ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ภัยแล้งมากสุดในรอบ 40 ปี และการเมืองในประเทศ 

อย่างไรก็ดี มองว่า ปัจจุบันถือว่าปัจจัยเสี่ยงที่เม็ดเงินต่างชาติจะไหลเข้ามาในน้อยมากทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากทั้งกรณีที่ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าอยู่มาก และเป็นที่รับรู้กันว่า อย่างน้อยก็ต้องมีการอยากให้มีแนวโน้มที่อ่อนค่าลง ซึ่งทำให้ต่างชาติรอดูจังหวะที่แน่นอนก่อน เพราะหากเข้ามาแล้วค่าเงินอ่อนค่าทันที ทำให้เขาขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนทันที ดังนั้น ประเมินว่าต้องรอให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่ 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ถือจะเป็นจัหวะที่ต่างชาติจะกลับเข้ามาหุ้นหรือตราสารหนี้ไทย 

“ตอนนี้ฟันด์โฟลว์ยังไม่เข้าทั้งหุ้นและบอนด์ น่าจะรอจังหวะให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกว่านี้ ประกอบกับตอนนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ก็ต่ำลงมาในรอบหลายปี ขณะที่หุ้นก็ยังมีปัจจัยความผันผวนอยู่มาก ดังนั้นกลยุทธ์จริงๆ ตอนนี้จับพื้นฐานหุ้นรายตัว (Stock Selective ) ให้แน่นเป็นหลัก เพราะหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวในกรอบที่ระดับ 1,530-1,675 จุด”

คำแนะนำ หุ้นไทยกับตราสารหนี้อย่างละ 30 % หุ้นต่างประเทศ 10 % Derivative 10-15 % ที่เหลือมันนี้มาร์เก็ตฟันด์ ส่วนทองคำเหมาะสำหรับเทรดดิ้งเท่านั้น เพราะทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Heaven) เหมือนสมัยก่อน สินทรัพย์ที่เป็น Safe Heaven อย่างเดียวตอนนี้คือ พันธบัตรรัฐบาล

ตลท.แนะวิเคราะห์หุ้นให้ลึกเพราะเชื่อต่างชาติรอเข้า 

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้มุมมองว่า อยากให้ผู้ลงทุนได้มีการวิเคราะห์และมีการศึกษาหุ้นรายตัว รายอุตสาหกรรมไว้ เพราะปัจจุบันโลกอยู่ท่ามกลางเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ที่ผันผวนรายวัน และหลายครั้งที่เป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม

“ความจริงถือว่าตลาดหุ้นไทยปัจจัยพื้นฐานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาก สภาพคล่องหุ้นไทยก็ยังสูงสุดในอาเซียน แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ เราทั่วโลกต่างกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ที่เม็ดเงินต่างชาติจะมีการเคลื่อนย้ายไหลออกเร็ว และปัจจัยเรื่องความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ” 

การที่วันนั้นหุ้นลง 1.5  % ความจริงผู้ลงทุนหากมีการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหุ้นรายตัวหรือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องจะเห็นความแตกต่างหรือผลกระทบที่แตกต่างกันไปได้ เพราะแต่ละหลักทรัพย์จะได้รับผลกระทบหรือโอกาสกาหาผลตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นไทยยังมีอัตราการให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงอยู่มาก ประกอบกับเชื่อว่าต่างชาติจะมีการเข้ามาสะสมหุ้นไทยเพิ่ม หลังปีที่ผ่านมีสัดส่วนการถือครองลดลงไปบ้างที่ 28-29 % จากที่เคยอยู่  30-31 % ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีการซื้อกลับเขามาอยู่ในระดับที่ 30 % แล้ว ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมา ต่างชาติก็มียอดซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,725 ล้านบาท และวันที่ 8 ม.ค. เอง ต่างชาติก็มีสถานะเป็นซื้อที่ 2,247 ล้านบาท 

“ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศปีก่อนนอกจากที่เข้าจะได้อัตราผลตอบแทนจากผู้ลงทุนไปแล้วจากระดับดัชนี SET ที่ขึ้นมา 1 % บวกกับกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอีก 7-8 % รวมทั้งหมด 9 % ทำให้ต่างชาติต้องขายทำกำไรหุ้นไทยไปแน่นอน”นายภากรกล่าว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here