หลังปล่อยให้ทั้งโลกจับตาดูมานานหลายเดือน ในที่สุดจีนและสหรัฐเปิดเผยว่า เห็นพ้องจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า “ทีละส่วน” หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกกันได้

Gao Feng โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า การยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำข้อตกลงการค้า 

“ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจรจาเห็นพ้องยกเลิกการเก็บภาษีเพิ่มเติมระหว่างกัน แต่ภาษีจะลดลงมากแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงการค้าเฟสแรก” 

ขณะที่ Larry Kudlow ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ออกมายืนยันเรื่องความคืบหน้าในการเจรจา โดยกล่าวว่า “หากมีการทำข้อตกลงเฟสแรก การตกลงกันเรื่องภาษีย่อมเกิดขึ้นตามมา” 

ในเบื้องต้นนั้น หากบรรลุข้อตกลงช่วงแรกกันได้ สหรัฐคาดว่าจะยกเลิกภาษีที่เตรียมบังคับใช้วันที่ 15 ธ.ค.กับสินค้าจีนราว 1.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่รวมถึงมือถือ แล็ปท็อป และของเล่น 

ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า ทางการจีนต้องการขอให้สหรัฐยกเลิกภาษี 2 ก้อน ก้อนแรกคือที่เก็บ 15% กับสินค้าจีน 1.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีผลบังคับไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ส่วนก้อน 2 คือที่เก็บ 25% กับสินค้า 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องจักร เซมิคอนดักเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ 

ข่าวดีกำลังจะเกิดขึ้น? 

หลายฝ่ายมองว่า การต้องเร่งบรรลุดีลการค้ากับจีนเกิดขึ้นจากแรงกดดัน 2 อย่างที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์กำลังเผชิญอยู่คือ 

  1. การไต่สวนเพื่อยื่นถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยสภาผู้แทนราษฎร
  2. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้า 

อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าระหว่าง 2 ฝ่ายที่ยืดเยื้อมาเป็นปี ทำให้หลายฝ่ายยังไม่ดีใจเต็มร้อย และต้องการความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น 

ขณะที่คำกล่าวล่าสุดของ Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นใจมากขึ้น

“ยังไม่มีการตกลงกันเรื่องระยะเวลาการยกเลิกภาษีที่มีผลอยู่ โดยคนที่มีสิทธิตัดสินใจคือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น” 

ด้านนักวิเคราะห์จากธนาคาร ING Bank NV กล่าวว่า ความรวดเร็วในการยกเลิกกำแพงภาษีเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายยังกังขาอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศบวกในตลาดหุ้นและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ 

ผู้บริโภคอเมริกันแบกภาษีอื้อ 

บิสิเนส อินไซเดอร์ รายงานอ้างข้อมูลจาก Trade Partnership บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจว่า ชาวอเมริกันจ่ายภาษีสินค้านำเข้าไปทั้งหมด 7,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.15 แสนล้านบาทในเดือน ก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้น 59% เมื่อเทียบรายปี และทะยานขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

ตัวเลขดังกล่าวพุ่งขึ้นจากการประกาศเก็บภาษี 15% เมื่อวันที่ 1 ก.ย. กับสินค้าจีนคิดเป็นมูลค่าราว 1.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากศึกภาษีกับจีนเมื่อปีที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นราว 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือน ก.พ. 2018 – ก.ย. 2019 

ข้อมูลดังกล่าวนับว่าสูงกว่าข้อมูลจากทางการสหรัฐเพียงเล็กน้อย โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า รัฐบาลเก็บภาษีศุลกากรได้ราว 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.06 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ย. 

จากตัวเลขที่ว่านี้ ทำให้ Jonathan Gold โฆษกของ Americans for Free Trade กลุ่มความร่วมมือทางการค้าในสหรัฐ มองว่าฝ่ายที่แบกภาระภาษีตัวจริงธุรกิจและชาวอเมริกัน 

“ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมว่า ภาษีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ธุรกิจต่างๆ เกษตรกร และผู้บริโภคอเมริกันต้องจ่าย ไม่ใช่จีน” 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here