ในรอบสัปดาห์นี้ คงต้องจับตาสถานการณ์ระหว่างจีนและสหรัฐอย่างใกล้ชิด แม้ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเจรจาการค้ารอบใหม่ในวันพรุ่งนี้แล้ว แต่สถานการณ์ก็คุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง หลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีน 8 แห่ง โดยอ้างว่าบริษัทเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเขตการปกครองตนเองซินเจียง 

แม้สหรัฐออกตัวว่าการแบนรอบนี้เป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนล้วนๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้า และแตกต่างจากกรณี Huawei ที่โดนขึ้นบัญชีดำเพราะเรื่องความมั่นคง แต่การแบนล่าสุดก็ส่งผลให้บริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำเหล่านี้ไม่สามารถทำธุรกิจกับบริษัทสหรัฐได้ หากไม่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐ

บริษัทจีน 8 แห่งที่ถูกขึ้นบัญชีดำนั้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ทั้งสตาร์ทอัพเอไอรายใหญ่อย่าง SenseTime และ Megvii บริษัทกล้องวงจรปิด Hikvision และ Zhejiang Dahua Technology รวมถึงบริษัทด้านข้อมูลและระบบจดจำใบหน้าอย่าง iFlytek Co, Xiamen Meiya Pico Information Co, Yitu Technology และ Yixin Science and Technology Co 

สะเทือนแผนระดมทุน

สิ่งน่าสนใจของการแบนล่าสุด คือสตาร์ทอัพเอไอชื่อดังอย่าง SenseTime และ Megvii ก็ติดอยู่ในบัญชีดำด้วย

สำหรับ Megvii สตาร์ทอัพเอไอที่พัฒนาระบบจดจำใบหน้า Face++ และได้รับการสนับสนุนจาก Alibaba ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐเกิดขึ้นผิดเวลาอย่างยิ่ง เพราะบริษัทมีแผนออก IPO ในเร็วๆ นี้ โดยบลูมเบิร์กและรอยเตอร์สรายงานว่า Megvii หวังระดมทุนให้ได้ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้นจากที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค. Megvii เพิ่งได้เงินสนับสนุน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนที่รวมถึง Bank of China Group Investment Ltd (BOCGI) บริษัทโฮลดิ้งจากจีนและ Macquarie Group Ltd บริษัทด้านการลงทุนจากออสเตรเลีย ทำให้มูลค่าบริษัทของ Megvii คาดว่าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

Megvii ไม่ใช่รายเดียวที่แผนระดมทุนเสี่ยงสะดุด แต่ SenseTime สตาร์ทอัพเอไอคู่แข่งที่ขึ้นแท่นสตาร์ทอัพเอไอมูลค่าสูงที่สุดในโลกก็อาจเจอความยากลำบากในการระดมทุนเพิ่มด้วยเช่นกัน หลังมีข่าวว่าบริษัทชะลอแผนระดมทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เพิ่งประกาศไว้เมื่อต้นปีนี้ออกไปก่อน

เมื่อปีที่แล้ว SenseTime เพิ่งระดมทุนได้ 620 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ทำให้บริษัทมีมูลค่ามากกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า SenseTime พิจารณาออก IPO ภายในปีนี้เช่นกัน แต่ก็ตัดสินใจเลื่อนออกไปก่อน โดยไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานอ้างบรรดานายแบงก์และนักลงทุนว่า บริษัทอาจเลื่อนแผน IPO ไปเป็นปีหน้า หรือไม่ก็ปี 2021  

ส่วน 4 ใน 8 บริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำล่าสุด ได้แก่ Hikvision, iFlytek, Zhejiang Dahua และ Xiamen Meiya Pico Information จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของจีนอยู่แล้ว

Hikvision

– บริษัทกล้องวงจรปิดรายใหญ่ที่สุดในโลก ครองส่วนแบ่งตลาด 1 ใน 3 ของตลาดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทั่วโลก 

– มูลค่าตลาด: 3 แสนล้านหยวน 

– ทางการจีนถือหุ้น 42% 

– รายได้ 30% จาก 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีมาจากต่างประเทศ

– ซัพพลายเออร์หลักๆ เป็นบริษัทอเมริกัน เช่น Intel Corp, Nvidia Corp, Ambarella Inc, Western Digital และ Seagate Technology

iFlytek

– บริษัทพัฒนาระบบจดจำเสียงพูด (speech recognition) ขับเคลื่อนด้วยเอไอ 

– มูลค่าตลาด: 6.5 หมื่นล้านหยวน

– China Mobile รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมถือหุ้นใหญ่สุดที่ 12.85% 

– เพิ่งลงนามข้อตกลง 5 ปีร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology (MIT) เพื่อช่วยพัฒนาการเอาเอไอไปใช้สำหรับด้านบริการสุขภาพ 

Zhejiang Dahua

– บริษัทกล้องวงจรปิดรายใหญ่อันดับ 2 ขยายธุรกิจไป 180 ประเทศทั่วโลก

– มูลค่าตลาด: 4.9 หมื่นล้านหยวน

 – สินค้าบริษัทใช้ในงานกีฬาโอลิมปิก Rio Olympics ปี 2016 การประชุมสุดยอด G20 ที่เมือง Hangzhou ปี 2016 และโครงการสร้างรถไฟใต้ดินที่บราซิล 

Xiamen Meiya Pico Information

– บริษัทให้บริการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล (digital forensics) ที่รวมถึงการดึงหลักฐานจากสื่อดิจิทัล เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ และเมมโมรี่การ์ด 

– มูลค่าตลาด: 1.3 หมื่นล้านหยวน

– เน้นให้บริการภายในจีน บริษัทระบุว่ารายได้จากต่างประเทศน้อยกว่า 1% จากรายได้ทั้งหมด 

ความขัดแย้งไม่จบง่าย

นอกจากแบนบริษัทเทคโนโลยีจีนเพิ่ม 8 แห่งแล้ว สหรัฐยังประกาศแบนวีซ่าเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่ชาวมุสลิมในซินเจียงเพิ่มอีก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ฝั่งจีนอย่างมาก เพราะมองว่าสหรัฐเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในประเทศ โดยหากรวมกับการแบนรอบก่อน สหรัฐขึ้นบัญชีดำองค์กรภาครัฐและเอกชนจีนรวมแล้ว 28 แห่ง ทำให้ทางการจีนประกาศว่าจะตอบโต้กลับ 

การขึ้นบัญชีดำจีนของสหรัฐล่าสุดส่งผลให้สถานการณ์ระหว่างสองฝ่ายตึงเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดมีข่าวว่าคณะผู้แทนจีนที่เดินทางมาคุยการค้าที่สหรัฐวันที่ 10-11 ต.ค.นี้ อาจเดินทางกลับก่อนกำหนด ทำให้หลายฝ่ายมองว่าโอกาสที่จีนและสหรัฐจะบรรลุข้อตกลงการค้ารอบนี้ริบหรี่ลงเรื่อยๆ

ศึกการค้าจีน-สหรัฐที่ยังคาราคาซังจึงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงลำดับแรกในสายตาของนักลงทุน และยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกันต่อไป  

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here